นางท้วม ประสิทธิกุล


         ครูท้วม ประสิทธิกุล เกิดที่จังหวัดนนทบุรี เมื่อวันจันทร์ เดือน ๗ ปี วอก พ.ศ. ๒๔๓๙ ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว บิดาชื่อ สุทธิ์ มารดาชื่อ เทียบ ไม่มีนามสกุลเดิม เนื่องจากในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น คนไทยยังไม่มีนามสกุลใช้กัน จนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้มีพระราชบัญญัตินามสกุล และในครั้งนั้น บิดาของครูท้วมเห็นว่า ถึงจะมีนามสกุลใช้ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะลูกทุกคนเป็นหญิง ครูท้วม มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันทั้งสิ้น ๑๐ คน รวมทั้งตัวครูด้วย คนโต ชื่อ ถม เป็นนักร้องเสียงเพราะมาก ต่อมาสมรสกับนายหวาด บัวทั่ง พี่ชายคนโตของครูเฉลิม บัวทั่ง ครูเป็นบุตรีคนที่ 3 มีน้องสาวเป็นนักร้องเอก อีกคนหนึ่ง คือ ครูอุษา สุคันธมาลัย เจ้าของสมญา "แม่ทับ เสียงทอง" นักร้องที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พี่น้องของครูนอกจากนี้ไม่มีใครเป็นนักร้องหรือนักดนตรีเลย นายสุทธิ์ บิดาของครูนั้น เป็นนักดนตรีไทยที่มีความสามารถรอบตัว

         นอกจากทางเครื่องแล้วยังสามารถขับร้อง ขับเสภา และเล่นเพลงพื้นบ้านได้ดีด้วย เคยมาร่วมวงเล่นดนตรีและร้องเพลงกับเพื่อนในกรุงเทพมหานครเสมอ ๆ ครูจึงได้เริ่มเรียนขับร้องจากบิดามาตั้งแต่เด็ก ๆ แต่เป็นทางร้องที่ครูบอกว่า "ทางบ้านนอก" จนอายุราว ๑๒ ปี บิดาจึงพามาถวายตัวกับ พระราชอัครชายาเธอพระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ ซึ่งต่อมาเฉลิมพระนามเป็น พระวิมาดาเธอ กรมพระสุทธิสินีนาฏ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งที่ตำหนักนี้ในระยะนั้น มีครูดนตรีไทยเข้ามาสอนอยู่หลายท่าน เช่น หลวงเสนาะดุริยางค์ (แช่ม สุนทรวาทิน) พระประดิษฐ์ไพเราะ (ตาด) ครูเหลือ หม่อมส้มจีน หม่อมคร้ามและคุณเฒ่าแก่จีบ ครูท้วมอยู่ในวังนี้ประมาณ ๑ ปี ก็ถูกส่งตัวไปอยู่กับหม่อมส้มจีน ที่บ้านคลองบางหลวง เพื่อต่อเพลง ๓ ชั้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องเงาะป่าขึ้นครูท้วม ก็ได้ร่วมขับร้องเพลงในบทพระราชนิพนธ์เรื่องนี้ด้วย

         จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๔๕๓ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต การบรรเลงและการขับร้องเลิกราไประยะหนึ่ง แต่ครูก็ยังอยู่ที่บ้านหม่อมส้มจีน จนหม่อมส้มจีนถึงแก่กรรม เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๔ ครูจึงกลับไปอยู่กับบิดาที่บ้านเมืองนนท์ มาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ครูท้วมได้ไปอยู่กับพระวิมาดาเธอ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ที่ตำหนักสวนสุนันทาอีก ต่อมาสมเด็จเจ้าฟ้าอัษฎางค์ เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมา ทรงขอยืมตัวครูท้วมมาช่วยงานขับร้องที่วังสวนกุหลาบระยะหนึ่งแล้ว สมเด็จเจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพชรบูรณ์อินทราชัย ทรงมีละครในวังเพชรบรูณ์ จึงทรงขอยืมตัวครูท้วมมาประจำอยู่ที่วังเพชรบรูณ์ ด้วยโดยร่วมงานกับ ครูลมุล ยมะคุปต์ และครูเฉลย ศุขวณิช และที่วังเพชรบรูณ์นี้ ครูก็ได้เป็นศิษย์หม่อมมาลัย นักร้องเสียงเยี่ยมซึ่งเคยอยู่ในวังของเจ้าพระยาเทเวศณ์วงศ์วิวัฒน์มาก่อน หม่อมมาลัยต่อเพลงทางร้องให้ครูท้วมอย่างละเอียดลออ จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ประกาศนียบัตรการเรียนขับร้องที่ครูท้วมได้รับจากหม่อมมาลัย ก็คือคำพูดของหม่อมมาลัยที่บอกกับครูว่า "ฉันเห็นจะตายได้แล้ว มีแม่ท้วมร้องเพลงได้เหมือนใจแล้ว" หลังจากนั้น ไม่นานหม่อมมาลัยก็ถึงแก่กรรม

         ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งขึ้นครองราชย์เมื่อปี พ.ศ.๒๔๖๘ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตั้งวงมโหรีหญิงขึ้น ครูก็ได้เข้ารับราชการเป็นคนขับร้องประจำวงมโหรีหลวง มีหลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) เป็นหัวหน้าวง ในช่วงระยะเวลานี้เป็นระยะที่ครูร้องเพลงอัดลงจานเสียงกับบริษัทโอเดี้ยนไว้เป็นจำนวนมาก ทั้งเพลงตับ เพลงเถา และเพลงเกร็ดต่าง ๆ ครูสมรส เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๙ กับนายพูล ประสิทธิกุล ข้าราชการในกรมอัศวราช


แก้ไขล่าสุด : 2010-03-04 16:44:06